"ฝ้า" มาได้ไง..ป้องกันอย่างไรดี ?

Last updated: Jun 25, 2018  |  707 Views  |  Tips

"ฝ้า" มาได้ไง..ป้องกันอย่างไรดี ?

ฝ้า (Melasma หรือ Cholasma) เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย ซึ่งไม่ได้มีมาแต่กำเนิด โดยมีลักษณะเป็นปื้นหรือแผ่นสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม พบมากที่สุดบนใบหน้า และพบมากในผู้หญิงถึง 90% โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยกลางคนอายุประมาณ 30-40 ปี ชนชาติที่พบฝ้าได้บ่อย คือ ชาวลาตินอเมริกา ชนชาติเอเชีย แอฟริกา และชาวอาหรับ ตามลำดับ

ฝ้ามีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม อาจมีสีดำ สีเทา ขึ้นกับชนิดของฝ้า ตำแหน่งที่พบฝ้าได้บ่อย คือ บริเวณใบหน้าที่มีโอกาสสัมผัสกับแสงแดดมากๆ เช่น โหนกแก้ม หน้า ผาก จมูก เหนือคิ้ว และบริเวณเหนือริมฝีปาก โดยฝ้านั้นมักเป็นทั้งสองข้างของบริเวณที่เกี่ยวข้อง คือ ซ้ายและขวา นอกจากนี้ยังอาจพบฝ้าได้ที่บริเวณแขนส่วนล่าง และหน้าอกส่วนบน



ฝ้ามีสาเหตุจากอะไร?

สาเหตุที่แท้จริงของฝ้านั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ตามทฤษฎีเชื่อว่าฝ้าเกิดจากการที่ เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ที่อยู่ใต้ผิวหนังทำงานมากขึ้นกว่าปกติ จึงเกิดการสร้างเม็ดสี (Melanin) เพิ่มขึ้น

ฝ้ามีกี่ชนิด?


ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้ามีอะไรบ้าง?

1. แสงแดด เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็น แสงยูวีเอ (UVA, Ultra violet A) แสงยูวีบี (UVB, Ultraviolet B) และแสงที่ตามองเห็น (Visi ble light) โดยสังเกตได้จากบริเวณที่เกิดฝ้านั้น มักเป็นบริเวณที่สัมผัสกับแสงแดดมากกว่าบริเวณอื่น

 



2. ฮอร์โมนเพศ ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น เช่น ในภาวะตั้ง ครรภ์ วัยหมดประจำเดือนที่ต้องทานยาฮอร์โมน การทานยาคุมกำเนิด หรือ การใช้เครื่องสำอางที่มีฮอร์โมน หรือสารสกัดจากรก (Placental extract) มักพบผู้เป็นฝ้าในภาวะดังกล่าวได้บ่อย

3. พันธุกรรม เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง มีรายงานว่า พบเป็นฝ้าในครอบครัวได้ถึงเกือบ 50 %

4. ภาวะทุพโภชนาการ (โภชนาการที่เลว ได้อาหารไม่ถูกต้อง อาจมาก หรือ น้อยเกินไป) อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากพบผื่นแบบฝ้าในผู้ที่มี การทำงานของตับผิดปกติ และผู้ที่ขาด วิตามิน บี 12 เป็นต้น

5. เครื่องสำอาง โดยพบว่าสาเหตุของการเกิดฝ้าจากการใช้เครื่อง สำอางนั้น เกิดจากการแพ้เครื่องสำอางเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก่อให้เกิดการระคายต่อผิว เกิดผิวหนังอักเสบ และรอยดำคล้ายฝ้าตามมา มีรายงานจากประเทศญี่ปุ่นพบว่า มากกว่า 95% ของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว มีผื่นผิว หนังอักเสบเกิดขึ้น หลังจากทำการทดสอบสารแพ้ที่ผิวหนัง(Patch test) จึงเป็นการยืนยันเพิ่มเติมว่า การแพ้สารบางอย่างในเครื่องสำอาง สามารถก่อให้เกิดรอยคล้ำคล้ายฝ้าได้

6. ยาบางชนิด เช่น ยากันชักกลุ่มฟีไนโทอิน (Phenytoin-related anticonvulsants) และ กลุ่มยาที่มีปฏิกิริยาไวต่อแสง (Phototoxic drugs) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมียาทาที่อาจก่อให้เกิดจุดสีดำอมเทาคล้ายฝ้า (Ochronosis) ใต้ผิวหนังได้ เช่น ยากลุ่มไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ดังนั้น การใช้ยาชนิดนี้จึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด


ป้องกันฝ้าได้อย่างไร?

1. การป้องกันแสงแดด สำคัญที่สุดในการรักษาฝ้าทุกชนิด หากไม่มีการป้องกันแสงแดดอย่างเคร่งครัดนั้น มักทำให้การรักษาฝ้าได้ผลไม่ดี หรืออาจไม่ได้ผล ดังนั้นจึงควรทำการป้องกันแสงแดดอย่างเคร่งครัด ดังนี้ คือ

- พยายามหลีกเลี่ยงการได้รับแสงแดดโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10 โมงเช้าถึงบ่าย 4 โมงเย็น ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีแสงยูวีเข้มข้นที่สุด ในคนที่ต้องทำงานกลางแดด หรือชอบเล่นกีฬาที่ต้องโดนแดดเป็นเวลานานๆ เช่น กอล์ฟ หรือเทนนิส และไม่สามารถหลีกเลี่ยงเวลาดังกล่าวได้ ควรหาเครื่องป้องกัน เช่น หมวก ร่ม หน้ากาก หรือ เสื้อกันแสงยูวีในแสงแดด (UV, Ultraviolet light ) เป็นต้น

- ใช้เครื่องป้องกันแสงยูวีในแสงแดด เช่น การสวมหมวกกันแสงยูวี กางร่มกันแสงยูวี ใช้หน้ากากกันแสงยูวีหรือ สวมใส่เสื้อผ้าที่สามารถกัน แสงยูวีได้ กรณีไม่สามารถหาเสื้อกันแสงยูวีได้ แนะนำให้ใส่เสื้อสีขาวแทนเสื้อสีเข็ม เช่น ดำ หรือ น้ำตาล ทั้งนี้เพื่อลดการดูดกลืนแสงยูวีจากสีเสื้อ

- การใช้ครีมกันแดด โดยใช้ครีมกันแดดที่สามารถกันได้ทั้งแสงยูวีเอ และ แสงยูวีบี และมีค่าป้องกัน เอสพีเอฟ (SPF, Sun Protection Factor) มากกว่า 30 ขึ้นไปเพื่อป้องกันแสงยูวีบี และค่าป้องกัน พีเอ (PA, Protection Grade of UVA) มากกว่า +2 ขึ้นไปเพื่อป้องกันแสงยูวีเอ ในการทาครีมกันแดดบริเวณใบหน้า ควรทาอย่างน้อย 30 นาทีก่อนออกแดด และควรใช้ในปริมาณข้อนิ้วชี้ โดยอาจแบ่งทา 2 ครั้ง ครั้งละ ครึ่งข้อนิ้ว ห่างกันครั้งละ 5 นาทีในกรณีที่ครีมกันแดดค่อนข้างมัน หรือเหนียวมาก

2. การหลีกเลี่ยงยา และ ฮอร์โมนเพศต้นเหตุ

- หากสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น จากภาวะตั้งครรภ์ ก็คงต้องรอเวลาที่ฮอร์โมนนั้นหมดไป ซึ่งส่วนใหญ่หลังการคลอดบุตร ฝ้าก็จะดีขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม มีคนไข้บางส่วนที่ฝ้าอาจติดถาวรได้

- หากฝ้าเกิดจากการได้รับยา หรือฮอร์โมนเพศจากภายนอก เช่น การทานยาฮอร์โมนคุมกำเนิด การทานยาที่มีผลต่อการกระตุ้นฝ้า เช่น ยากันชักกลุ่มฟีไนโทอีน และ กลุ่มยาที่มีปฏิกิริยาไวต่อแสง หรือ การทาเครื่องสำอางบางชนิดที่มีฮอร์โมนเพศผสมอยู่ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน หรือสัมผัสกับสารดังกล่าว โดยอาจแจ้งให้แพทย์ผู้จ่ายยาทราบ เพื่ออาจมียาทดแทนยากลุ่มดังกล่าว

- กรณีสงสัยรอยดำคล้ายฝ้าเกิดจากการใช้เครื่องสำอาง ให้หยุดใช้เครื่องสำอางดังกล่าว และควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการทดสอบหาสารแพ้ที่ผิวหนังต่อไป

 

 


ปรึกษาปัญหา ฝ้า กระ รอยหมองคล้ำ คลิกเลย !!
 
 
 

Powered by MakeWebEasy.com