ออกกำลังแทบตาย...ทำไมน้ำหนักไม่ลด

Last updated: Nov 5, 2018  |  447 Views  |  Tips

ออกกำลังแทบตาย...ทำไมน้ำหนักไม่ลด

หลายคนคงจะเคยได้ยินมาบ่อยๆ ว่า ถ้าอยากลดน้ำหนัก ให้เริ่มต้นจากการออกกำลังกาย แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมทั้งๆ ที่เราก็ออกกำลังกายต่อเนื่องมานานแล้วนะ แต่ทำไมน้ำหนักตัวของเราถึงไม่ลดลงสักที

มาดูเหตุผลง่าย ๆ ที่ทำให้น้ำหนักไม่ลดกันดีกว่า 

  1. ออกกำลังกายหักโหมมากเกินไป คนที่กำลังลดน้ำหนักหลายคน มักจะใจร้อน อยากผอมเร็ว ๆ ก็เลยคิดว่า ถ้าโหมออกกำลังกาย ร่างกายจะได้เร่งเอาไขมันสะสมมาใช้งานจะดีกว่า ทำให้หลายคนเลือกใช้วิธีลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายแบบบ้าพลัง 
    แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่คุณได้หลังจากการออกกำลังกายอย่างบ้าพลัง หรือหักโหมจนเกินไปนั้น ได้แก่

    คุณจะหิวชนิดที่เรียกว่าโหยหาอาหารอย่างบ้าคลั่งหลังจากออกกำลังกายเสร็จ ซึ่งถ้าคุณไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ ก็เผลอกินอาหารเติมลงไปอยู่ดี

    ร่างกายของคุณจะเหนื่อยมาก โดยเฉพาะคนที่อ้วนมากๆ อยู่ๆ จะมาออกกำลังกายหักโหมเลยนั้น มีโอกาสเป็นลม หรือหัวใจวายได้ เนื่องจากภาวะอ้วนนั้น นอกจากน้ำหนักตัวที่เกินแล้ว บางครั้งมันยังพาอาการผิดปกติอื่นๆ มาให้คุณด้วย เช่น ความดัน หากอยู่ๆ ก็ฟิตลุกขึ้นมาออกกำลังกายทันที อาจจะทำให้หัวใจทำงานหนักเกินไป ระดับความดันผิดปกติ เกิดอาการวูบ (เป็นลม) ได้ง่ายๆ

    ร่างกายอาจจะซ่อมแซมอาการบาดเจ็บไม่ทันในวันรุ่งขึ้น หลายคนจึงเกิดอาการเดี้ยง ปวดเมื่อยตามตัวในวันรุ่งขึ้นทันที!

    ทางแก้คือ คุณไม่ต้องฟิตมากขนาดนั้น ไม่ต้องใจร้อน การลดน้ำหนักที่ได้ผลคือ ต้องใช้ระยะเวลา ค่อยเป็นค่อยไป การออกกำลังกายก็เช่นกัน หากคุณไม่ได้ออกกำลังกายมานาน ก็อาจจะเริ่มง่ายๆ ด้วยการเดินขึ้นลงบันไดที่ทำงานช่วงเช้า กลางวัน และเย็นหลังเลิกงาน หรือถ้าคุณขึ้นรถเมล์กลับบ้าน ก็ลงก่อนสัก 1 ป้าย แล้วลองเริ่มเดินด้วยระยะ 1 ป้ายรถเมล์ก่อนก็ได้

    ยิ่งคุณเหนื่อยหอบมากเท่าไร ร่างกายจะหายใจไม่ทัน ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง การจะเผาผลาญไขมันได้ดีนั้น ระดับออกซิเจนในร่างกายต้องสูง ดังนั้นคุณจึงควรจะออกกำลังกายแบบช้าๆ เน้นสูดลมหายใจ ดังนั้นหากคุณเป็นคนอ้วนมาก ไม่รู้จะออกกำลังกายยังไงดี ก็สามารถเริ่มต้นง่ายๆ เช่น การรำไทเก็ก ที่ใช้การเคลื่อนไหวช้าๆ เน้นการหายใจ การเคลื่อนไหวที่ช้า แต่เกร็งกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย จะทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายทำงานมากขึ้น เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น (เพราะเราหายใจลึกขึ้น หายใจช้าลง) จะทำให้กระบวนการเผาผลาญไขมันทำงานได้ดีขึ้นกว่าการออกกำลังกายที่เรารู้สึกเหนื่อย หายใจไม่ทัน (เรียกง่ายๆ ว่า ถ้าคุณออกกำลังกายแล้ว หอบจนรู้สึกว่าหายใจไม่ทัน แสดงว่าคุณหักโหมเกินไปซะแล้ว)



  2. ขาดความสม่ำเสมอ ร่างกายของคนเรานั้นมีความแปลกอยู่หลายอย่าง หากคุณออกกำลังกายแบบเดิมซ้ำๆ ทุกๆ วัน ร่างกายจะเริ่มมีการปรับตัว จากเดิมที่คุณอาจจะรู้สึกเหนื่อย เมื่อยล้า ไม่มีแรง แต่เมื่อคุณเริ่มออกกำลังกาย สั่งให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวบ่อยๆ ร่างกายจะเริ่มปรับตัวและเกิดการเคยชิน ทำให้การออกกำลังกายในวันต่อๆ ไปของคุณเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นกว่าวันก่อนๆ

    แต่คนอ้วนหลายคนมักจะเลิกล้มการออกกำลังกายไปก่อน เนื่องจากว่าดันไปโหมออกกำลังกายในช่วงแรกอย่างบ้าคลั่ง จนหอบ เหนื่อยจัด จนวันรุ่งขึ้นร่างกายซ่อมแซมไม่ทัน เกิดอาการเจ็บจนไม่อยากไปออกกำลังกายอีกนั้นเอง

  3. เลือกเวลาออกกำลังกายผิด เวลาคนจะออกกำลังกาย ส่วนมากมักจะออกกำลังกายแค่ ช่วงเช้า หรือช่วงเย็น แต่ในสมัยนี้ คนส่วนมากมักจะเลือกออกกำลังกายช่วงเย็นแทน ซึ่งมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมาย แต่ถ้าคุณต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักแล้วละก็ การออกกำลังกายในช่วงตอนเย็นจะเป็นเวลาที่ผิดมากสำหรับคนอ้วนที่กำลังหาวิธีลดน้ำหนัก

    เหตุผลเพราะว่า หลังจากที่คุณออกกำลังกายเสร็จแล้ว (ช่วงเย็น) โดยมากในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการลดน้ำหนัก คุณจะยังหิวอยู่ ยิ่งออกกำลังกายด้วย ยิ่งหิวหนักเป็นทวีคูณ ดังนั้นคุณจะอดใจได้ยังไงเมื่อท้องคุณร้อง น้ำย่อยหลั่งจนไส้จะขาดอยู่แล้ว แต่ถ้ากลับกัน คุณเลือกที่จะออกกำลังกายในช่วงเช้าแทน แน่นอนว่าคุณยังสามารถกินอาหารเช้า หรืออาหารกลางวันทดแทนเข้าไปได้นั้นเอง



    ปรึกษาปัญหาน้ำหนักตัว คลิกเลย !!
     




 

 

Powered by MakeWebEasy.com